เขียนโดย Obelisk อดีตเด็กหอหึ หึ อาทิตย์, 04 ธันวาคม 2005
View in English (not available)
...พฤหัสหนึ่งปลายเดือนพฤศจิกายน เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมง

...ฉันต้องไปงานสัมภาษณ์ผู้กำกับและนักแสดงจาก "เด็กหอ" ตามเมล์ที่ทางพี่เก้ง จิระ เอ๊ย...GTH เชิญสื่อผู้ทรงอิทธิพลอย่างเว็บเรา (เหอ ๆ ๆ) มีน้อง ไปเกาะติดความเคลื่อนไหว และมีพี่ อีกหนึ่งชีวิตไปร่วมทัพครั้งนี้ด้วยกัน
...เราเริ่มจากได้สัมภาษณ์น้องแน็ค รวมหมู่กับอีกหลาย ๆ สื่อที่มาวันนั้น น้องแน็คพูดถึงคาแร็คเตอร์ของตัวแสดงที่เปลี่ยนแปลงไปจาก เจี๊ยบ แฟนฉัน ซึ่งบทบาทใหม่ในชื่อของ ต้น ชาตรี เป็นเด็กที่มีความซึม เงียบและนิ่งมากกว่าเด็กปกติ โดนถามโน่น ถามนั่น น้องเค้าก็ตอบได้มั่ง ไม่ได้มั่ง เกาหัว เกาเหามั่ง แกล้งส่งยิ้มหล่อ ๆ มั่ง
...อย่างโดนถามว่าเรื่องหนังอีกเรื่องเข้าฉายเมื่อไหร่ เอ่อ...เอ๊ะ เค้าเชิญมาทำข่าวเรื่อง "เด็กหอ" มิใช่เหรอคะ (เฮ้อ สื่อบางกอก) น้องเลยบอกไม่รู้ครับ แต่พอถามว่าชอบทำอะไร น้องแน็คก็เริ่มต้นเล่าเรื่องชอบเลี้ยงปลาทองที่บ้าน ชอบเล่นครับ ชอบเล่นกับเพื่อน บางทีก็ขึ้นสองแถวไปรับเพื่อนครับ ยังมีบางสื่ออุตส่าห์ถามต่อว่าชอบเล่นอะไร
...บางคำถามตัวอย่างเช่น ดาราที่น้องชื่นชอบคือใครคะ อ่อ...พี่ฮิวโก้ครับ พี่เค้าเท่ครับ เซอร์ดีครับ
...อืมมม เพราะฉะนั้นบทความที่เป็นสาระอันเป็นเรื่องเป็นราวของน้องแน็ค โปรดหาอ่านจากโปรดักชั่นโน้ตของทางพีอาร์ GTH จะเคลียร์กว่านะคะ (แต่จะได้อ่านเต็ม ๆ เมื่อไหร่ ถามเจ้าของเว็บเอาเองนะคะ ฉันไม่เกี่ยว)


...พี่ไก่ นิภาวรรณ อีกคนหนึ่งที่มาจาก แม่น้อยหน่า แห่ง แฟนฉัน เรื่องนี้พี่ไก่เล่นเป็นแม่ของน้องแน็ค คือฉันเดินผ่าน เดินสวนกับพี่ไก่ ประมาณ 7 รอบ ยังจำไม่ได้ ขนาดเดินเข้าไปสัมภาษณ์พี่ไก่ เห็นมีผู้หญิงนั่งรอคนเดียว ฉ้านนนนน ก็ยังไม่เข้าใจ คือแบบว่าร่องรอยจากแฟนฉัน มันคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าถอดรูปแล้ว พี่ไก่จะยังสาวสวยได้ปานนี้ พี่ไก่เล่าว่าไปเลี้ยงฉลองรายได้แฟนฉัน ก็ไม่มีใครจำพี่ได้...พี่ไก่มีส่วนร่วมเพียงแค่ 9 คิว เพราะเรื่องจะไปเน้นตรงน้องแน็คกับเรื่องราวในหอพักซะมากกว่าที่บ้าน โดยบรรยากาศปี พ.ศ. น่าจะใกล้เคียงกับแฟนฉัน แถมเล่าว่าพี่ย้ง ผู้กำกับเอารูปแม่ตัวเองมาให้ดูเป็นแบบ แต่งตัวแบบนี้ ทำผมแบบนี้ ขนชุดมาให้ลองอีก 50 กว่าชุด ที่พี่ไก่บอกว่า เอ่อ...แก่

...แต่ถ้าอยากได้แม่บ้าน แม่ศรีเรือนที่ดี มาเอารูปหนูได้นะคะพี่ย้ง อิอิ ยินดีเป็นแบบอย่าง
...ส่วนคุณพ่อของน้องแน็ค ได้เบิร์ดกะฮาร์ท เอ๊ย ฮาร์ทค่ะ ฮาร์ท สุทธิพงษ์ มาร่วมแสดง
...เรามาเข้าเรื่องสัมภาษณ์ผู้กำกับ ได้แล้วค่ะ จาก 6 หนุ่ม แห่งผกก. แฟนฉัน และ พี่เอส คลอด เพื่อนสนิท มารายแรก ผลก็อย่างที่รู้เห็นกันอยู่ ขี้เกียจชมละ ส่วนที่เหลือก็ทยอยมีผลงานเดี่ยวตามมาติด ๆ (ไปรื้ออ่านได้จากสัมภาษณ์ จิระ มะลิกุล : หลังเหมืองล่ม เขาเอาหนังผมไปออสการ์)
..."ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์" กำลังจะได้ฉายผลงาน "เด็กหอ" ในวันที่ 23 กพ. 2549 โน่นนนนนน เร็วมาก ๆ หึ หึ จากตุลามาปลายปี แล้วกระเถิบไปหลังวาเลนไทน์
...อันว่า "เด็กหอ" เป็นหนังเรื่องที่ 2 และเป็นหนัง(ร่วมสร้าง)ผีเรื่องที่ 2 ของ GTH แอนด์ ฟีโนมีน่า
...หลายปีที่แล้ว (พ.ศ.2545) พี่ย้งเคยทำหนังสั้น "ด. เด็ก ช.ช้าง" ได้รางวัลรัตน์ เปสตันยี จากงานหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย ครั้งที่ 6 พร้อม ๆ รางวัลมหาชน แต่เอ๊ะ...แล้วทำไมหนังเดี่ยวเรื่องแรกของเค้าถึงเลือกเป็นหนังผีนะ
...ก่อนสัมภาษณ์เราเอาหนังสือ POPCORN เล่ม 11 ไปเซ่นพี่เค้าก่อนค่ะ พี่เค้าบอกว่า อ่อ...เล่มนี้พี่ซื้อแล้วครับ พอชั้นทำท่าจะกระตุกเอาหนังสือคืน พี่แกพูดน่ารักมาก "ไม่เป็นไรครับของฟรี พี่ชอบ"
...ว่าแล้วก็ทำน่ารักอีก เอา POPCORN เล่ม 11 วางทับหนังสือค่ายใหญ่ยักษ์ วะ ฮ่ะ ฮ่า หนังสือออกรายสัปดาห์หรือจะสู้หนังสือออกรายสะดวก
(จะหัวเราะเพ้อคลั่งไปทำไมกันจ๊ะเธอ ก็แค่เรื่องคอมมอนเซนส์ล้วน ๆ เล่มเล็กก็ต้องทับเล่มใหญ่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว มันน่าดีใจตรงไหนเหรอเธอ - ฉันเอง...อี๊หก รักทุกคน)

ทำหนังเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง
...สนุกดีครับ เป็นประสบการณ์แปลกใหม่จากการได้มาทำคนเดียว คือเรื่องที่แล้วทำ 6 คน พอเรื่องนี้ทำคนเดียว ก็เป็นประสบการณ์ที่ผู้กำกับคนอื่นเค้าเจอกันมาแล้ว แต่ว่าพวกพี่ เรื่องที่ 2 เพิ่งแยกมาทำเดี่ยวเลยเพิ่งมาเจอเป็นครั้งแรก เหมือนการกดรีเซ็ทคอมพิวเตอร์ใหม่ คือพูดง่าย ๆ เป็นการกำกับหนังเรื่องแรกของตัวเอง มีทั้งแบบที่ว่าเหนื่อย มันยากเพราะว่าตอนเราทำหลาย ๆ มันมีคนมาถก มาแชร์ไอเดีย แล้วเวลาเราตัน มันแบบ เฮ้ย...ยังไงดีวะ บางทีเราเหนื่อยเราก็แบบ มึงดูทีเด๊ะ เดี๋ยวกูไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกนะ แต่ว่าตอนนี้เราทำคนเดียวมันทำแบบนั้นไม่ได้แล้วไงครับ คือเราต้องดูแล ตัดสินใจ รับผิดชอบทุกการตัดสินใจของเราทุกขั้นตอน มันยากกว่า
...จริง ๆ มันยากคนละแบบ คือตอนที่มี 6 คน มันจะเหนื่อยตอนมานั่งเถียงกับพวกมัน อะไรแบบนี้ แต่มันอยู่บนพื้นฐานความง่ายที่ว่าพวกพี่เป็นคนนิสัยใกล้ ๆ กัน คือให้มันไม่เหมือนกันยังไง มันก็ยังอยู่บนพื้นฐานแบบเดียวกัน มันแค่แตกต่างกันในรายละเอียด มันก็เลยทำงานด้วยกันได้ แล้วบังเอิญ "แฟนฉัน" มันดันเป็นหนังแบบที่พวกพี่มองมีภาพตรงกัน มีประสบการณ์ตรงกัน คือพวกพี่ 6 คนไม่สามารถทำหนัง 6 คนได้ในทุกแบบนะ อย่างให้ไปทำหนังแอ็คชั่นด้วยกัน เละแน่นอน ยืนยันว่าเป็นหนังเลวแน่นอน (หัวเราะ) หรือให้ไปทำหนังผีด้วยกัน รับรองเละแน่นอน คือเพราะว่าคือไอ้บอลมันไม่คิดว่ามันจะทำหนังผี หรืออย่างปิ๊ง มันทำไม่ได้หรอก ในขณะที่พี่ก็ไปทำหนังแอ็คชั่นไม่ได้หรอก แต่บังเอิญพวกเรามีประสบการณ์ในวัยเด็กเหมือนกัน ชอบดูหนังรักเหมือนกัน ก็เลยทำหนัง "แฟนฉัน" ได้
...แต่พอมาทำ "เด็กหอ" พี่ชอบดูหนังผี พี่ชอบดูหนังลึกลับ พี่อยากจะทำในแบบที่พี่อยากดูอยากทำ คือเป็นพวกชอบทรมานตัวเอง ชอบดูหนังทำให้ตัวเองกลัว พี่เป็นคนไม่กลัวผีนะ เป็นคนที่นอนตอนกลางคืน ตื่นนอนมาแล้วไฟมืด ๆ นี่ไม่กลัวนะ ตอนที่ไปบวชเป็นพระแล้วต้องไปตีระฆังตอนตี 3 ให้พระ แล้วเดินผ่านป่าช้านี่ไม่กลัว แต่อย่าลุกขึ้นมาจากหลุมนะ (หัวเราะ) คือพี่ไม่กลัวผี แบบไม่จินตนาการถึงมันนะ แต่ถ้าเห็นมัน กลัวมั้ย กลัวนะ มันเลยเหมือนคำตอบว่าทำไมชอบดูหนังผีไง คือคนไม่เคยเจอผีเองไง ดูหนังผีแล้วมันได้ตื่นเต้นไง พอได้เห็นผีแล้วเราก็กลัว กลัวให้เห็นมัน ก็เลยสนุกที่ได้ดูหนังผี มันสนุกที่จะดู
หนังผีที่ดูประมาณไหน
- ตอนเด็กจะดูเยอะมาก อย่างหนังฝรั่งมันจะไม่ผีเยอะ ๆ ใช่ไหม อย่าง "ศุกร์ 13" มันหนังสยองขวัญใช่ไหมฮะ หนังไทยสมัยก่อน มันมี "ผีตาโบ๋", "ผีหัวขาด" อะไรพวกนี้ พวกละครสมัยก่อนมันจะมี "ปอบผีฟ้า", "กระสือ" พวกนี้ ตอนเด็ก ๆ พี่ชอบดูมากเลย ไม่รู้เป็นไร (หัวเราะ) คือแค่ปอบผีฟ้าที่มันมีป้าแก่ ๆ นอนในโลงแล้วเค้าตอกหน้าผาก แค่นี้พี่ก็กลัวแล้วล่ะ เป็นคนชอบดูมาตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้นมาเราก็จะดูหนังผีในอีกแบบหนึ่ง หนังผีที่ออกมาหลอกคนดู หน้าตาเละ ๆ ให้คนดูกลัว เราก็เริ่มชิน ๆ กับมันแล้วไม่ค่อยกลัวมันแล้ว
...ช่วงหลัง ๆ เลยชอบหนังแบบบรรยากาศน่ะ หนังที่มันมีอะไรมากไปกว่าผีออกมาหลอกคน ชอบดูหนังแบบเอ็ม ไนท์ ที่มันมีเรื่องที่มันอยากจะบอกด้วย ชอบ The Others ชอบหนังสยองขวัญญี่ปุ่นที่ผกก. มันเก่ง มันมีการกำกับบรรยากาศแบบของมัน ในแบบญี่ปุ่น แล้วเรารู้สึกว่าเออมันเก่งดี ญี่ปุ่นมันมีทางสยองขวัญของตัวมันเอง แล้วเราทำไม่ได้แบบมัน คือมัน นิ่ง นิ่ง ตกใจ แบบมัน แล้วภาพมันเป็นแบบนี้ หน้าตามันแบบนี้ พูดอธิบายไม่ถูก แต่เราจะรู้สึกว่าชอบหนังสยองญี่ปุ่น ไม่ชอบอยู่เรื่องเดียวเองคือ Ju-On (หัวเราะ) นอกนั้นชอบหมด คือ Ju-On มันอารมณ์แบบมึงจะทำอะไรมึงก็ทำเลย ไอ้นี่ มันจะแบบคุกคามเราตลอดเวลา ในขณะที่เรื่องอื่นมันแค่เล่าให้เราฟัง เราเลยรู้สึกว่า เออ...อันนี้เอาไว้หลอกเด็กละกัน
"เด็กหอ" ได้ไอเดียมาจากไหน
- คือมันเริ่มจากว่า ตอนที่พี่ทำผู้ช่วยผกก.โฆษณาที่ฟีโนมีน่า แล้วพี่เก้งเค้ามาชวนเพื่อน ๆ พี่ไปทำ "แฟนฉัน" พอเค้ามาชวนพี่ แล้วพี่ก็ต้องไปลาออก แล้วพี่ติ๊ก ยอดเพชร สุดสวาท ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ "ชัตเตอร์" ตอนนั้นยังไม่ได้ทำ พี่ติ๊กมาบอกว่าฟีโนฯ มีโปรเจ็คต์จะทำหนังเหมือนกัน ถ้าย้งทำ "แฟนฉัน" เสร็จลองมาเสนอโปรเจ็คต์กับฟีโนฯ ดู พี่เลยว่าเดี๋ยวจะกลับมาเสนอ พอทำ "แฟนฉัน" ใกล้จบเรื่องแล้ว พี่ติ๊กก็ถามว่ามีโปรเจ็คต์หรือยัง ช่วงนั้นมันชินการทำงานกับเด็กอยู่ไงฮะ พี่เลยรู้สึกอยากทำหนังเด็กซักเรื่องนึง เพราะเคยมีประสบการณ์เป็นเด็กโรงเรียนประจำ เลยรู้สึกว่า อยากเล่าเรื่องที่ตัวเองรู้จักมันดี แล้วไอ้ภาพโรงเรียนประจำมันน่าจะเป็นภาพใหม่ ๆ ของหนังไทยในยุคนี้ ที่มันไม่เคยเห็นมานานแล้ว มันอาจจะเคยมีมาในอดีต แต่เราไม่เคยเจอมันแล้ว มันน่าจะแปลกตา บวกกับเป็นคนชอบดูหนังผี หนังสยองขวัญ เลยแต่งเรื่องหรือเอาเรื่องราวที่เราเคยได้ยินรุ่นพี่ มาเล่าว่ามีผีในโรงเรียนมาผสม แต่งเรื่องเข้าไป เลยไปเสนอว่า พี่ติ๊ก ผมมีหนังผีในโรงเรียน เลยเริ่มพัฒนาบทไป คือถ้ามาถามพี่ในตอนนี้ พี่อาจจะเปลี่ยนนะ คือหลังจากด "เพื่อนสนิท" ดู "แฮร์รี่ พอตเตอร์" ดูฟุตเตจ "Season Change" เสร็จ ก็อยากจะทำหนังรัก คือมันแล้วแต่ช่วงเวลานะฮะ แต่ละช่วงเวลาเราจะรู้สึกอะไรไม่เหมือนกัน แต่ช่วงเวลานั้นพี่อยากทำ "เด็กหอ"
แล้วยุคสมัยของ "เด็กหอ" ที่ยังคงเหมือน "แฟนฉัน"
- เหตุผลมันแค่ว่า ผมแค่อยากกลับไปอยู่ในยุคสมัยที่ผมเคยเจอน่ะ คือผมแก่แล้ว (หัวเราะ) ผมต้องเล่าย้อนกลับไป แล้วข้อหนึ่งคือว่า ถ้าเกิดมาเล่าในยุคนี้ปุ๊ป เด็กมันเริ่มมีมือถือกันแล้วน่ะ เด็กมันเริ่มกลับบ้านกันบ่อย ๆ มันเริ่มดูโทรทัศน์ เริ่มมีเคเบิ้ลทีวี แล้วบรรรยากาศมันไม่ได้ ผมเลยรู้สึกว่ามันคงต้องกลับไปสมัยที่เด็กมันยังไม่มีมือถือ กฏระเบียบโรงเรียนมันยังเฮี้ยบอยู่ ครูยังใช้แผ่นเสียง มันเป็นเรื่องของการสร้างบรรยากาศฮะ ถามว่ายุคสมัยเป็นเรื่องสำคัญในหนังไหม มันไม่เหมือน "แฟนฉัน" คือ "แฟนฉัน" มันเป็น Nostagia คือพอเรากลับไปปุ๊ป เราต้องบ่งบอกยุดสมัย แล้วเราต้องนำพาสมัยนั้นกลับมาให้ได้ แต่หนังเรื่องนี้มันไม่จำเป็นเลยนะ มันเป็น Coming Of Age มันเป็นการก้าวผ่านวัยฮะ ซึ่งไม่ต้องไปเน้นเรื่องยุคเวลาเท่าไหร่ ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ในอดีต ที่พอผ่านพ้นมาได้ตัวละครโตขึ้นก็พอแล้ว
สร้างหนังจากประสบการณ์ของตัวเอง
- ครับ คือ ผมก็จะเขียนบทจากประสบการณ์ส่วนตัว ว่าตอนผมเป็นเด็กประจำผม แล้วผมกลัวที่ไหนในโรงเรียนประจำบ้าง มันก็จะมีห้องน้ำในหอนอนตอนกลางคืน พอไฟทั้งหอนอนมันดับ แล้วไฟห้องน้ำสีส้ม ๆ เปิดอยู่ที่เดียว ทั้งหอปิดไฟหมดเลย แล้วมีไฟห้องน้ำเปิดอยู่ที่เดียว เรารู้สึกว่าทำไมมันน่ากลัวอย่างนี้วะ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นที่เดียวที่สว่าง มีไฟนะ ไม่รู้สิ ตอนที่พี่เป็นเด็กหอ พี่จะรู้สึกว่า พี่จะฉี่จนหมดไส้เลยนะ (หัวเราะ) หรือในโรงเรียนใหญ่ ๆ อย่าง "อัสสัมฯ" มันจะมีต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ อย่างต้นโพธิ์ ต้นไทร แล้วพอพลบค่ำ แสงสีท้องฟ้า มันเออ มันดูน่ากลัว พี่จะไม่ค่อยเดินไปใกล้ไอ้พวกนั้นน่ะ แล้วพอเราเอามาทำเป็นหนัง ภาพสมัยเด็ก ๆ มันติดตาเรามา อย่างพวกภาพห้องน้ำ ต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ มาอยู่ในหนังเรา เพราะว่าเรารู้สึกกับมัน
หนังผี หนังสยองขวัญของพี่มันต้องเป็นยังไง
- จริง ๆ พี่ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว สยองขวัญ หรือทริลเลอร์ มันแค่เราอยากจะทำหนังเรื่องนี้ แล้วมันมีผี แล้วตรงไหนที่เรากลัว ตรงไหนที่คนดูควรจะกลัวเรื่องราวที่เราเล่า พี่คิดว่าพี่จะใช้ความรู้สึกของพี่ ว่าพี่กลัวภาพแบบนี้ พี่ก็จะคิดว่าคนดูก็จะกลัวภาพแบบนี้เหมือนเราแหละ คือใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวตัดสิน ซึ่งมันก็ไม่แน่เหมือนกันว่า คนดูแล้วจะรู้สึกเหมือนเราหรือเปล่า แต่ว่าวิธีที่ง่ายที่สุดของพี่ ของการกำกับหนัง คือกำกับตามความรู้สึกของเราครับ ถึงหนังผมจะเป็นหนังบรรยากาศเหมือนคล้าย ๆ หนังเอ็มไนท์ แต่มันจะไม่ใช่หนังเอ็ม ไนท์ แบบฮอลลีวู้ด มันก็คงจะเป็นหนังเอ็มไนท์แบบหนังไทยมั้ง คือถ้ามีคนรู้สึกว่ามันคล้าย มันก็อาจจะคล้ายเพราะว่าผมชอบเอ็มไนท์ แต่ว่าคงไม่ใช่ผมทำแล้วมันจะกลายเป็นหนังฮอลลีวู้ดเลย มันคงไม่ใช่แบบนั้น มันคงจะมีส่วนผสมสังคมที่ผมเติบโตมาผสมเข้าไปด้วย เพียงแต่ว่าผมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ผมเอามันมาจากตรงไหน

เหมือนอย่างภาพของ พี่ไก่ นิภาวรรณ ที่เล่าว่าพี่อ้างอิงคาแร็คเตอร์พี่ไก่มาจากแม่ของพี่เอง
- ใช่ คือไม่มีอะไรฮะ คืออย่างผมทำหนังก็จะอ้างอิงส่วนตัว เหมือนผมอยู่โรงเรียนประจำ ผมอยู่อัสสัมชัญ ศรีราชา ผมก็กลับไปถ่ายที่อัสสัมฯ แล้วสมัยแม่ผมสาว ๆ แม่ผมไว้ผมทรงนี้ ผมก็เอามาเป็น Reference พี่ไก่ (หัวเราะ) ที่เป็นแม่พระเอกในเรื่อง ว่าไว้ผมอย่างนี้ พี่เชื่อว่าทุกคนมันทำหนังมันก็ออกมาจากตัวตนของแต่ละคน ของแต่ละคนน่ะ คือเราเห็นแบบนี้ แล้วเชื่อว่าแบบนี้มันใช่น่ะ แล้วยุคนั้นเราเห็นแม่เรา เพื่อนแม่เราไว้ผมแบบนั้น เราเลยคิดว่าผู้หญิงสมัยนั้นที่เป็นแม่ ไว้ผมทรงนี้ แต่ที่จริงมันไม่ได้มีหลักการเลยนะ มันอาจจะเป็นผมทรงอะไรก็ได้ คือพี่ชินกับมัน พี่เลยรู้สึกว่ามันน่าจะใช่
อย่าง "เพื่อนสนิท" พี่เก้ง จิระ บอกว่าคาแร็คเตอร์ของหนังมันคือตัวของพี่เอสที่สุด แล้วอย่าง "เด็กหอ" ของพี่ย้งนี่เป็นยังไง
- พวกพี่เก้ง ชอบมองว่าไอ้ "เด็กหอ" เป็นหนังชีวประวัติของไอ้ย้ง (หัวเราะ) จริงๆ พี่ไม่เคยเจอผีมาก่อนในชีวิต เพราะงั้นมันเป็นชีวประวัติพี่ไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่พี่เก้ง พูดถึงคือว่า ไอ้หนังเรื่องนี้พี่เอาแบ็คกราวด์มาจากประสบการณ์ที่พี่ได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนประจำ เช่นพี่รู้ว่าพอมาเป็นเด็กประจำมันต้องซักกางเกงใน ซักถุงเท้าเอง แล้วมันต้องไปแย่งที่ตากเสื้อผ้ากับคนอื่น ซึ่งตรงนี้พี่เอามาเป็นแบ็คกราวด์ในหนังไง แต่มันไม่ใช่เรื่องไง สำหรับพี่ ไอ้เรื่องนี้ พี่เมค พี่โม้มาทั้งเรื่องเลย คือมันเป็นเรื่องที่เราแต่งขึ้นมาทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะทำให้คนดูเชื่อได้ยังไง มันเลยกลายเป็นว่าเป็นเรื่องโม้ๆ ที่เราวางไว้บนพื้นฐานของแบ็คกราวด์ที่เรารู้จริง มันอาจจะหลอกคนดูได้ไง คือคนที่เคยอยู่โรงเรียนประจำจะรู้ว่าเด็กมันเจออะไร ถ้าเราหลอกคนดูในเรื่องแบ็คกราวด์ได้แล้ว ไอ้เรื่องที่เราโม้เดี๋ยวคนดูก็จะคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องผสม ๆ กันอยู่นะฮะ
...การทำหนังมันเป็นเรื่องของการหลอกคนดู คือการเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คนดูเชื่อตามเราให้ได้มากที่สุด ทีนี้ถามว่ามันเป็นตัวพี่ไหม พี่ว่ามันก็เป็นตัวพี่แหละ เพราะว่าตอนที่พี่ไปกำกับนี่ ไม่มีพวกพี่โปรดิวเซอร์เข้าไปยุ่งวุ่นวายเลย เวลาพี่คิด พี่รู้สึกอะไรพี่ก็จะทำตาม ความรู้สึกของพี่ไปเลย มันก็จะค่อนข้างเป็นตัวพี่ที่สุดแล้ว คือถ้าจะมีใครมาด่าว่ามันดี ไม่ดีอะไรก็ด่า คนนี้คนเดียว คือเพราะทีมงานทุกคนก็ซัพพอร์ตแบบเซิร์ฟ ผกก. แบบเต็มที่แล้ว เราก็ไม่มีอะไรที่อยากจะได้แล้วไม่ได้ เลยรู้สึกว่า ถ้ามันออกมาไม่ดี หรือคาแร็คเตอร์ที่เป็นไดเร็คชั่นที่ประหลาด ชัดเจนเกินไปแล้ว คนไม่ชอบคาแร็คเตอร์นี้ มันก็คือไดเร็คชั่นของผกก. ซึ่งผกก. ต้องรับผิดชอบไป
"เพื่อนสนิท" ทำรายได้ขนาดนี้ มีความคาดหวัง กดดันกับ "เด็กหอ" มั้ย
- จริง ๆ พี่ไม่ได้กดดันนะ พี่บอกเอสว่า เอสมึงรีบทำสะสมเยอะ ๆ นะ เผื่อมาโปะ ๆ ของกูด้วย (หัวเราะ) พูดแล้วจะเหมือนอุดมคตินะ แต่จริง ๆ แล้วพวกพี่มันอารมณ์แบบ หนังไอ้เอส มันก็เหมือนหนังพวกพี่ เวลามันเลี้ยง 50 ล้าน พวกพี่ก็ไปกินเหล้าฟรีอะไรแบบนี้ หรือเดี๋ยวพอหนังมันได้เงินเยอะ ๆ ปลายปีมันมีโบนัส พี่เค้าพาไปเที่ยวปีใหม่ พี่ก็ไปด้วยอยู่แล้ว คือมันเลยไม่รู้สึกเป็นความกดดัน มึงเอาไปเยอะ ๆ เลย พวกพี่จะได้กดดันน้อยลง เพราะว่ามันเหมือนเป็นรายได้ของบริษัทนะฮะ
...คือถ้าหนังเรื่องหนึ่งมันประสบความสำเร็จ ความคาดหวังกับอีกเรื่องหนึ่งมันอาจจะไม่มากนัก ถ้าหนังเอสไม่ประสบความสำเร็จสิ แล้วพอถ้าไม่ประสบความสำเร็จมาหลาย ๆ เรื่อง แล้วพอมาเจอ "เด็กหอ" นี่สิ อันนั้นพี่จะกดดันมาก (หัวเราะ) คือพอมันมีหนังเอสไปแล้ว พี่แค่คาดหวัง มองแค่ตัวเองแล้วว่า ถ้าหนังมันสามารถเรียกทุนกลับมาคืนนายทุนได้หมด แล้วคนดูชอบมันประมาณหนึ่ง พี่ก็แฮปปี้แล้วล่ะ คนดู ๆ แล้วรู้สึกกับมันพี่ก็โอเค แล้วล่ะ แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะไม่อยากให้มันได้ตังค์เยอะ ๆ นะ ทุกคนก็อยากได้ตังค์เยอะ ๆ คือมันก็พิสูจน์ได้ว่าคนดูชอบดูหนังเรา หนังเรามันมีอะไรโดนคนดูว่ะ แต่ตลาดเมืองไทยเป็นตลาดที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่คาดหวังตอนนี้คือ ถ้ามันไม่เจ๊ง แล้วมันทำให้เรามีโอกาสได้ทำหนังเรื่องต่อไป มันก็โอเคละ
เล่าเรื่องการทำถ่ายทำ
- บรรยากาศการถ่ายทำคล้าย ๆ "แฟนฉัน" ฮะ คือมีความลำบากยากเข็ญในการกำกับเด็กอยู่เยอะมาก แล้วมันดันเป็นเด็กผู้ชายที่มันเริ่มโต ประมาณหนึ่งแล้วมันจะเวรมาก (หัวเราะ) มันจะลิงมาก ปัญหาของพี่คือหนัง "แฟนฉัน" มันถ่ายทั้งวัน บรรยากาศใส ๆ ไม่ต้องรออะไร ก็รอให้นักแสดงมันพร้อม แต่ว่าเรื่องนี้มันมีช่วงเวลาของมัน รอถ่ายแสงแบบโพล้เพล้ ช่วงพระอาทิตย์ยังไม่ตก ฟ้ายังไม่มืดสนิท เค้าเรียก ชิงเช้ากับชิงพลบน่ะฮะ ฟ้ายังไม่มืดสนิท ฟ้ายังไม่เช้า พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น อยู่เยอะมาก แล้ววันหนึ่งช่วงเวลาแบบนี้มันจะมีอยู่สั้นมาก
...ฉะนั้นทุกคนต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุด พอทุกคนพร้อมแล้ว ไอ้เด็กคนนี้ก็ยังไม่พร้อม (หัวเราะ) พี่เลยใช้วิธีว่า เออ กูจะแปลงร่างเป็นยักษ์แล้วนะมึง (หัวเราะ) คือใช้วิธีดุน่ะฮะ เราก็ดุมัน แต่ว่าข้อดีของการทำงานกับเด็ก คือเด็กมันจริงใจน่ะ เด็กมันเปิดใจกว้าง แล้วทุกอย่างที่มันรู้สึก มันโกรธ มันโมโห มันไม่พอใจ มันจะพูดออกมาตรง ๆ แล้วอันนี้มันทำให้เราสบายใจ พอเรารู้ว่ามันเป็นยังไงเราก็จะกำกับมันได้ คือเรารู้ว่าตัวแสดงเราอยู่ในอารมณ์ไหน เราจะรู้ว่าจะใช้วิธีอะไรจัดการกับมัน อันนี้เป็นข้อดีของการทำงานกับเด็ก พอเราเปิดใจกับมันปุ๊บ ถึงแม้อยู่ในกองพี่จะดุกับมัน แต่ว่าตอนเลิกกองมันก็สามารถมาเล่นหัว มาเล่นกับพี่ คือมันไม่ใช่ว่ากลัวพี่ ไม่คุยกันเลยนะ คือมันรู้ว่าที่เราดุมันเพราะอะไร พอเบรคกองเราก็พามันไปเที่ยว เราไปเล่นน้ำกับมัน มันก็ยังกระโดดถีบหลังเราอยู่เลย (หัวเราะ) คือมันเป็นอารมณ์เหมือนเป็นญาติกันไปแล้วฮะ สนิทกัน พอเราดุมันมันก็กลัว พอเลิกเล่น มันก็เข้าใจว่าทำไมเราถึงดุมัน แล้วมันคนละแบบ ทุกคนจะมีความเวรคนละแบบ (หัวเราะ)


การทำงานอีกครั้งกับน้องแน็ค
- อย่างไอ้แน็คนี่ พี่ว่ามันเป็นนักแสดงที่ดีมากนะ พี่รู้สึกว่ามันมีพัฒนาการจากเรื่องแรกเยอะมาก แล้วรู้สึกว่ามันเป็นนักแสดงที่มีสปิริต ความตั้งใจในการทำงานสูงมาก คือมันจะมีฉากหนึ่งต้องให้แน็คกระโดดลูกกรง ปีนลูกกรง ลูกกรงมันก็ไม่สูงมาก แต่ว่ามันต้องรอถ่ายในช่วงแสงอาทิตย์พลบค่ำ พี่ก็ซ้อมไปเรื่อย ๆ พี่หญิงตากล้องเค้าจะดูมุมกล้องไปเรื่อย ๆ แล้วพอมีซ้อมทีหนึ่ง แน็คมันซ้อมแล้วเอามือไปฟาดกับลูกกรง แล้วนิ้วซ้น เจ็บมากเค้าเลยส่งไปโรงพยาบาล
...ในระหว่างรอแน็ค พี่หญิงก็ขอเด็กคนอื่นมาซ้อมดูกับกล้องก่อน คือแน็คมันทำ วิ่ง กระโดดปุ๊บ เกาะ ปัง กระโดด ถ่ายไป 2 วินาที เรียบร้อยทุกขั้นตอน คือเราคิดว่าง่ายไง เพราะเราเห็นมันทำง่าย ๆ ไม่ยาก แต่พอเราเอาเด็กคนอื่นมาซ้อม ปรากฏว่าเด็ก 6 คนไม่มีใครเล่นได้อย่างมันเลย คือทุกคนจะวิ่งไป พอใกล้ ๆ ลูกกรงปุ๊บ ทุกคนก็จะค่อย ๆ กระโดดเข้าไปเกาะ แล้วค่อย ๆ ปีน คือมันเจ็บนะเวลาวิ่งเข้าไปแรง ๆ แล้วกระแทกลูกกรงรั้ว แล้วการกระโดดปีนรั้วสูง ๆ แล้วข้ามไปอีกฝั่ง เด็กมันก็เสียวขา มันจะไปพันอะไร หน้าคว่ำลงไปหรือเปล่า คือให้ผู้ใหญ่ไปเล่นมันก็จะมีอารมณ์แบบชะลอยั้ง ๆ
...เราเลยเริ่มรู้สึกว่า เออว่ะ ถ้าไม่มีเด็กพวกนี้มาเล่นให้เราดูเราจะไม่รู้เลยว่า ไอ้แน็คมันตั้งใจขนาดไหนกับไอ้ฉากนี้ให้เรา แล้วมันมีอีกเยอะมาก ที่มันต้องปีนรั้ว ตกรั้วลงมา มีฉากที่มันต้องโดนดึงลงไปในอ่างอาบน้ำ ซึ่งขอบมันเป็นปูนตะปุ่มตะป่ำ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน แต่มันไม่เคยบ่นไง แล้วเราก็รู้สึก เออ มันเป็นดาราที่สปิริตดีมาก ไอ้บอลมันไปดูที่กอง มันบอกว่า ดูแล้ว รู้สึกว่าอยากร่วมงานกับไอ้แน็คอีก
ส่วนเด็กคนอื่นมันก็จะมีอารมณ์แต่ละคนน่ะ อย่างเบียร์มันจะมีอารมณ์ดื้อ ๆ ไม่ฟัง ความเป็นเบียร์ ตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ ที่เป็นเด็กใต้ ข้อดีคือมันเป็นธรรมชาติ เวลามันยิ้ม มันดูร่าเริง เด็กบางคนอย่างไอ้น้องมอส ที่มันดูหน้าตาดี ๆ ฉลาด ๆ (หัวเราะ) คือพอมันเป็นเด็กฉลาดปุ๊บ มันชักจะเป็นเด็กรู้มากไง คือปกติเวลาเราเอาเด็กมาใหม่ ๆ มาเล่นปุ๊บ ถ้ามันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการแสดง มันจะเป็นธรรมชาติ แต่พอไอ้มอสมันรู้เยอะมันก็จะแสดง คือเด็กพอมันยิ่งฉลาดมันก็ยิ่งรู้เยอะ มันยิ่งไม่ดี มันยิ่งไม่เป็นธรรมชาติเลย แต่ละคนมันจะไม่เหมือนกันฮะ เราต้องรู้จักว่าเวลาเราจะพูดกับเด็กแต่ละคนเราจะพูดยังไง
...คือตอน "แฟนฉัน" พี่จะจัดหน้าที่เลย ไอ้เอสมึงโหด ไอ้เงาะใจดีนะ แต่เรื่องนี้มันมีพี่คนเดียวพี่จะต้อง ทั้งโหดและใจดีในเวลาเดียวกัน แต่พอพี่ไปถ่ายช่วงหลังมันก็มีเอสไปช่วย เด็กมันก็ไม่ได้ซักที แสงอาทิตย์ก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ แสงมันก็จะไม่ได้ มันไม่ตั้งใจเล่นพี่ก็แบบว่า เฮ้ย จะเอาไงวะ จะให้พี่บรีฟ หรือให้พี่เอสบรีฟ คือ เอสมันจะบรีฟแบบน้ำเสียงนุ่มนวล พูดเพราะ ๆ เพราะมันเพิ่งไปวันแรกไง แต่พี่จะดุ ๆ ไอ้เด็กพวกนี้ก็จะให้พี่เอสบรีฟครับ เออ ให้พี่เอสบรีฟ ก็ฟังเค้านะ แล้วพี่ก็จะเดินไป (หัวเราะ) คือถ้าให้พี่บรีฟ พี่จะดุมัน คือมันก็จะมีพวกแม่ยกในกองถ่าย พวกผู้หญิงในกองแบบว่า พี่ย้งน่ะดุเด็ก ดุเกินไป แล้วพี่ก็จะอ้าว ก็เห็นไหมล่ะว่า พอเราไม่ดุมัน มันก็ไม่เคยเล่นได้ มันจะคุยกันเสียงดัง เค้าจะอัดเสียง มันก็ไม่พร้อมซักที แล้วพอพี่ไปดุมันทีเดียว มันเล่นได้เลย เทคเดียว (หัวเราะ) โอเค แสดงว่าวิธีนี้ได้ผล
ฉากที่กำกับยาก
- มันยากหลาย ๆ ฉาก แต่ที่พี่ว่ายาก ๆ ก็มี 2 ส่วน มันมีฉากที่กำกับสัตว์ฮะ มันมีหมา ห่าน กระต่าย คือเราไม่สามารถทำให้มันได้ดั่งใจเรา เราต้องตามไปปรับเรื่อง ปรับบทตามสิ่งที่มันทำให้เราได้ คือสัตว์พวกนี้มันฝึกมาครับ แต่มันจะมีข้อจำกัดของมัน อย่างหมา ถ้าเราจะให้มันมองที่จุด ๆ หนึ่งเราต้องเอาพี่เลี้ยงมันไปยืนอยู่ตรงนั้น แต่ซักพักนึงมันก็จะหันมองไปทางอื่นแล้วล่ะ เราต้องรู้ว่าจะถ่ายมันได้นานแค่ไหน คือมันมีข้อจำกัดอยู่ หรืออย่างห่าน เรารู้ว่ามันเป็นสัตว์ที่ดุ เราก็อยากจะให้มันมาวิ่งจิกเด็ก แต่พี่ก็เพิ่งรู้ว่ามันดุในถิ่นของมัน แต่ว่าเวลาจะถ่ายเราต้องจับให้มันมาอยู่ในโลเกชั่นของเราไง พอมาอยู่ในในโลเกชั่นของเรา มันแม่งกลายเป็นลูกเป็ดเลย (หัวเราะ) เด็กวิ่งไล่ มันวิ่งหนี คือเราไม่รู้มาก่อน เราก็ต้องปรับตัวแก้ปัญหา เหตุการณ์ที่มันเกิดเฉพาะหน้า ตอนนั้น แล้วอีกอย่างที่เราต้องถ่ายชิงเช้าชิงพลบเยอะ พี่เลยต้องจัดสรรเรื่องเวลาให้ดี เพราะเราไม่สามารถกำกับพระอาทิตย์ได้ เราต้องตามเค้า อันนี้เป็นสิ่งที่ยาก
เรื่องของของการเขียนบท
- ทีมเขียนบทพี่มี 3 คน คือ "พี่กาเหว่า ชลลดา เตียวสุวรรณ" ที่เขียน "วัยอลวน" และ "วรรณฤดี วงศ์สิทธิศักดิ์" อันนี้เค้าเป็นฝ่ายพัฒนาบทที่ GTH เป็นเลขาพี่เก้ง คือตอนแรกพี่เขียนบทอยู่คนเดียว เขียนทรีตเมนต์อยู่คนเดียว ประมาณครึ่งปี แล้วมันไม่ไปไหนเลย มันตัน ๆ มันไม่มีคนมาช่วยถก คือพี่ยังวัยรุ่นอยู่ ยังไม่แก่พอ (หัวเราะ) คือหมายถึงว่าประสบการณ์มันยังไม่เยอะพอที่เจอะสถานการณ์แบบนี้ มันมีภาพมาให้เราเห็นทุกมุมมองน่ะ การทำหนังมันคือการที่คนผ่านโลกมาเยอะ ๆ แล้ว คิดถึงเหตุการณ์แบบไหน มันจะมีภาพให้เราเลือกเยอะเต็มไปหมด พี่ยังไม่ถึงขั้นนั้นไง พอไปถึงจุดหนึ่งเราก็มองไม่เห็นภาพอะไรกับฉากเหล่านั้น เราเลยรู้สึกว่าเราต้องการคนมาช่วยถก
...มีวันหนึ่ง พี่อั้ม ผกก.วัยอลวน เอานิยายวัยอลวนมาให้พี่อ่าน บอกว่า เฮ้ย ย้งพี่ให้อ่านครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมให้อ่านครึ่งหนึ่ง (หัวเราะ) พออ่านไปครึ่งหนึ่ง พี่ชอบมากเลย คือมันเขียนสนุกมาก แล้วภาษาคมคายมาก พี่เลยบอกพี่อั้มว่า พี่ผมอยากอ่านต่อ พี่อั้มบอก ไม่ได้ ต้องไปดูในหนังพี่ โอเค ไปดูในหนังก็ได้ แต่ใครเป็นคนเขียนล่ะ พี่อั้มบอก อ๋อ พี่กาเหว่าเขียน แล้วช่วงนั้นพี่ต้องการคนช่วยเขียนพอดี พี่ไปขออนุญาตพี่ติ๊กที่ฟีโนฯว่า ผมขอคนช่วยเขียนบท เป็นพี่กาเหว่า ก็ลองทาบทามพี่เค้า แล้วโชคดีตรงที่ว่าพี่เค้าเคยเป็นเด็กประจำมาก่อนเหมือนกัน แล้วบังเอิญลงตัวพอดี เค้ามีประสบการณ์ร่วม เลยพร้อมจะมาทำหนังแบบนี้ คือพี่กาเหว่าเค้าไม่ได้ชอบหนังผีไง แต่ว่าถ้าจะทำหนังเล่าเรื่องเด็กประจำ เค้าแฮปปี้ เค้าพร้อมจะทำ ก็ชวนวรรณฤดีมาอีกคนเป็น 3 คน พอมีผู้หญิงเข้ามาแล้วมันทำงานเร็วขึ้นน่ะ คือผู้หญิงจะมีระเบียบวินัย มาตรงเวลา พี่ก็ต้องตรงเวลาไปด้วย กำหนดส่งก็จะเป๊ะ ๆ ขึ้น หลังจากนั้นอีก 6 เดือน สกรีนเพลย์ก็เสร็จ รวมเขียนบทประมาณ 1 ปี

หนังค่ายฟีโนฯ กับการถ่ายซ่อม
- มันไม่เชิงถ่ายซ่อมฮะ มันเป็นการถ่ายเพิ่ม พี่อยู่ในบริษัทที่มาตรฐานสูงนะ ฟีโนฯ, หับ, GTH คือ ถ้าถามโปรดักชั่นเฮ้าส์ ฟีโนฯ เค้าเป็น Most ถ้ามองในแง่โฆษณาเค้าเป็นเบอร์ 1 ของโลก เป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ได้รางวัลจากโฆษณาจากทั่วโลกเยอะที่สุด ฟีโนฯ เค้ามาตรฐานสูงมากอยู่แล้ว ดังนั้นอะไรที่เค้ารู้สึกว่ามันยังไม่เข้าสู่มาตรฐานเค้า เค้าจะไม่ยอมปล่อยไปเป็นอันขาด สำหรับพี่ในร่างแรก พี่โอเคประมาณหนึ่ง แฮปปี้ประมาณหนึ่ง แต่พี่รู้สึกว่า ถ้ามีเวลา มีเงินให้ผมอีกหน่อย ผมสามารถ คือพอมันเสร็จเป็นหนังรอบแรกไปทีหนึ่งแล้ว เรามองเห็นว่ามันมีอะไรแก้ไขได้ ปรับปรุงได้ แล้วเราโปะลงไปแล้ว มันจะดีขึ้น พี่เค้าก็โอเค เชื่อเรา พร้อมที่จะให้เราทำตรงนั้นเพิ่ม ผมมองว่าเป็นความโชคดีของผม บริษัทอื่นไม่รู้เหมือนกัน จะมีอย่างนี้หรือเปล่า ฟีโนฯ เค้าซัพพอร์ตตรงนี้เต็มที่เลย คือมันเป็นหน้าเป็นตาแก่บริษัท เป็นชื่อเสียงของบริษัท เราไม่สามารถไปทำให้ฟิล์มฟีโนฯ ชื่อเสียงแย่ลงได้ แล้วทุกคนในวงการโฆษณาเวลาบอกว่าหนังฟีโนฯ ปุ๊บ ทุกคนจะหันมามอง สำหรับคนทั่วไปอาจจะไม่รู้จักฟีโนมีน่า แต่วงการโฆษณาพอฟีโนฯ ทำหนังปุ๊บเค้าก็จะจับตามอง ทั้งจับผิด ทั้งจ้องมองด้วย มันจะทำดีแค่ไหน มันเป็นความกดดันของผู้บริหาร เจ้าของบริษัทอยู่แล้ว
เกี่ยวกับเลื่อนฉายด้วยหรือเปล่า
- มันเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง เพราะพอเราถ่ายเพิ่มปุ๊บ มันต้องถ่ายตอนปิดเทอมครับ ถ่ายตอนเด็กเรียนไม่ได้ โรงเรียนเค้าไม่สะดวกให้เราถ่ายตอนเปิดเทอม พี่ก็เลยเพิ่งถ่ายเสร็จตุลา หนังก็เลยต้องเลื่อนไปอีก จากที่เป็นธันวา เลยต้องเลื่อนเป็นกุมภา
ความพอใจ
- มาถึงตอนนี้แล้ว หลังจากถ่ายซีนสุดท้ายแล้ว พี่คิดว่าพี่ทำดีที่สุดได้แค่นี้ คือถ้าพี่เค้ามาถาม มีเงินให้อีก มันไม่มีแล้วฮะ คือพอเค้าให้โอกาสเรา พี่ก็ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว แล้วตอนนี้ ถ้ามีคนบอกว่ามีข้อบกพร่องอะไร ตอนนี้เราทำได้ดีที่สุด จากตอนที่เราเขียนบท พอมันเป็นหนังได้ขนาดนี้ ผมคิดว่าผมได้เกิน 100 เปอร์เซ็นต์จากวันที่ผมเขียนบทแล้ว
ความแตกต่างของจุดขาย ระหว่างความเป็นผู้กำกับ "แฟนฉัน" กับ "ชัตเตอร์" ของ ฟีโนมีน่า
- ถ้ามองผสมได้จะดีมากนะ (หัวเราะ) คือมันไม่ใช่หนังใส ๆ แบบ "แฟนฉัน" แน่นอน มันไม่ใช่หนังผีหลอกแบบ "ชัตเตอร์" ด้วย คือผมพูดแบบนี้บ่อยมาก ไม่รู้ไอ้โต้ง ไอ้โอ๋ จะมาด่าผมไหม (หัวเราะ) ผมพูดไม่ได้หมายความว่า "ชัตเตอร์" ไม่ดี ไม่สนุกนะ คือผมชอบ "ชัตเตอร์" มาก "เด็กหอ" มันเป็นหนังคนละทางกับ "ชัตเตอร์" คือ "ชัตเตอร์" เป็นหนังที่ทำให้คนดูสนุกและน่าติดตาม มีฉากน่ากลัว มีเสียงที่น่ากลัว มีภาพที่น่ากลัว มีผีออกมาหลอกคนดู อันนี้มันเป็นวิถีหนังผีที่คนดูคุ้นเคย และพร้อมที่จะสนุกกับมัน
...แต่เรื่องนี้มันเป็นหนังผีเหมือนกันฮะ แต่คนไทยอาจจะไม่ค่อยเห็นในหนังไทยเลย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่เคยมีมาก่อนในโลก มันมีมาเยอะแยะ เพียงแต่ว่าหนังไทย มันยังไม่ค่อยมี คือ "เด็กหอ" ถ้าคนดูจะกลัวมันก็กลัวด้วยเรื่องราวฮะ บางทีน้องเห็นภาพ ๆ นี้ก่อน น้องอาจจะไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย ก็ภาพแค่ห้องน้ำหอนอน มืด ๆ อันหนึ่ง แต่พอน้องดูหนังแล้ว รู้เรื่องของมันแล้ว น้องกลับมาดูภาพนี้อีก น้องอาจจะรู้สึกว่ามันน่ากลัวขึ้นมา ขนลุกขึ้นมา รู้สึกเปลี่ยนแปลงขึ้นมา เพราะว่าน้องรู้เรื่องราวมันแล้ว อันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่พี่คิดว่ามันแตกต่างกับหนังผีเรื่องอื่น มันจะเป็นหนังที่จะทำให้คนดูกลัวมัน จากเรื่องราวและบรรยากาศของมัน มันเป็นหนังเน้นบรรยากาศ เดี๋ยวพูดไปมันจะกลายเป็นหนังอาร์ทไป (หัวเราะ) พี่เชื่อว่าพี่สื่อสารคนดู คนดูเข้าใจมัน มันเป็นหนังตลาดเรื่องหนึ่งฮะ ไม่ใช่หนังทำความเข้าใจยากอะไร เพียงแต่ว่าเราอยากจะหาวิธีใหม่ ๆ มาเล่นกับความกลัวคนดูบ้าง
เอ็ม ไนท์ มักบอกว่าชอบเอาเด็กมาแสดง เพราะไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ พี่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วยหรือเปล่า หรือใช้เรื่องเล่นกับความน่ากลัว
- พี่ไม่ได้มองลึกขนาดเอ็ม ไนท์ ขนาดนั้นนะ แต่พี่คิดว่าเอาเด็กมาเล่น เพราะมันมีเรื่องของการเติบโต เด็ก ม.1 มันกำลังจากเด็กวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ได้ชัดเจน มันเป็น Coming Of Age หนังเอ็ม ไนท์ เค้าอาจจะใช้เด็กในแบบนั้นได้ดีในเรื่องที่เค้าต้องการจะเล่า แต่เห็นด้วยกับเอ็ม ไนท์ที่ว่า เด็กมันให้อารมณ์ ความรู้สึกอย่างที่เค้าพูดจริง ๆ เพียงแต่ว่าอันนั้นมันไม่ใช่เจตนาของหนังพี่
...มีหนังอยู่ 2 เรื่องที่พี่ทำ "เด็กหอ" แล้วดูบ่อย ไม่ใช่หนังผี หนังสยองเลยนะ คือ Almost Famous กับ In America พี่ให้มันเป็นตำราเขียนบทของพี่ หนังที่ดีของแต่ละคนมันคนละแบบ แต่สำหรับของพี่มันเป็นครู มีคนถามพี่ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นผู้กำกับ พี่มักจะตอบว่า คือการได้ดูหนังดี ๆ บางวันพี่เหนื่อย ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร แต่พอได้ดูหนังดี ๆ มันก็เกิดแรงบันดาลใจ เราต้องทำให้ได้แบบนี้
...ใน Almost Famous กับ In America มันมีทั้งการสร้างสถานการณ์ได้อย่างคมคาย มันมีบทสนทนาที่พูด แบบธรรมดาแต่รู้สึกลึกซึ้ง อย่าง Almost Famous พี่ชอบฉากที่บนเครื่องบิน มันใช้สถานการณ์บีบให้ตัวละครพูดทุกอย่าง เออ มันคิดใช้สถานการณ์ง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง In America ฉากมองดวงจันทร์แล้วบอกลาแฟรงกี้ ฉากปาลูกบอล มันใช้สถานการณ์ง่าย ๆ เล่าสิ่งที่ผกก. อยากจะบอกได้ดีมาก มันทำให้รู้สึกว่า กูต้องทำให้ได้แบบนี้บ้าง (หัวเราะ) สำหรับ "เด็กหอ" เรื่องความน่ากลัวมันมีให้แน่ ๆ แต่ถ้าบางคนกลัวหนังผี ดูหนังผีแล้วไม่ได้อะไร ไอ้หนังเรื่องนี้มันก็จะมีให้เค้าได้ ไม่รู้โม้ไปหรือเปล่า (หัวเราะ)

ตอนสัมภาษณ์พี่แหม่ม จินตหรา พี่แหม่มเค้ายังสงสัยว่าทำไมพี่ย้งถึงเลือกพี่แหม่มมารับบทนี้
- พี่แหม่มเค้าถ่อมตัว จริง ๆ แล้วพี่บอกไปหลายทีแล้ว ว่าพี่แหม่มเป็นดาราในดวงใจของพี่ ตอนแรกพี่ไม่ได้เลือกพี่แหม่มมาในบทนี้นะ ตอนที่เชิญพี่แหม่มมาเล่นพี่ยังไม่มีบทนี้เลยนะ แต่ว่าพี่อยากได้จินตหรามาเล่น แล้วพี่ก็เลยเขียนบทนี้ให้ เขียนบทนี้เพื่อจินตหราไม่ใช่ว่ามีบทแล้วอยากได้พี่แหม่มมาเล่นในบทนี้
...จริง ๆ พี่ชอบพี่แหม่มหลายเรื่องนะ แต่ถ้าให้คิดถึงตอนนี้ พี่จะนึกถึงภาพจินตหราตอนเล่น "หลังคาแดง" คือชอบในความซื่อ บริสุทธิ์และสิ่งที่เค้าทำให้พี่หัวเราะได้ ชอบในเรื่องนั้น ส่วนมากพี่จะดูหนังจินตหราในยุคที่ตัวเองยังไม่ได้ประสีประสากับการเป็นคนดูหนังเลย เราก็จะชอบดาราคนนี้จากความรู้สึกจริง ๆ คือพอเรายังไม่รู้อะไรมาก ๆ เราจะรู้สึกชอบดาราคนนี้จากใจ "หลังคาแดง" เป็นไปในกรณีนั้นฮะ
...แต่พอหลังจากที่พี่เริ่มดูหนัง เรียนหนัง ดูหนังเยอะ ๆ แล้วมาดู "กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเช้านี้" ดูในโรงก็ยังชอบดาราคนนี้อยู่ แต่คราวนี้มันเปลี่ยนไปชอบในอีกรูปแบบหนึ่ง คือเค้าให้การแสดงในแบบที่มันมีไม่ใช่แค่ผิวเผินฉาบหน้า มันมีความรู้สึกอยู่ข้างใน พี่ดูพี่แหม่มใน "กาลครั้งหนึ่งฯ" ใน "สตางค์" ตอนฉากที่เค้าคุยกับพี่ตั้ว ศรัณยู ที่เค้างอนกัน แล้วพี่แหม่มเค้าร้องไห้ พี่ก็นั่งร้องไห้กับพี่แหม่ม (หัวเราะ) คือไม่รู้สิ เค้าทำให้เราหัวเราะได้ ทำให้เราน้ำตาไหลได้ด้วย เค้าทำให้เรามีความสุขไปกับการดูหนังที่เค้าเล่น พอเรามาทำหนัง ถึงแม้เราจะไม่ใช่ผกก. ที่เก่งอะไร แต่ถ้าพี่แหม่มให้เกียรติมาเล่นหนังเรา มันจะเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตเรา เราทำหนังเรื่องเดียวก็โอเคแล้ว
...คือพี่ไม่รู้ไงว่าพี่จะได้ทำหนังเรื่องต่อไปอีกหรือเปล่า แล้วพอทำหนังเรื่องแรกกูต้องเอาในสิ่งที่กูอยากทำ (หัวเราะ) พี่แหม่มต้องมาก่อนเลย (หัวเราะ) อยากทำหนังผี พี่ก็ทำหนังผีเลย อยากเล่าเรื่องในโรงเรียนประจำก็เล่าเลย อยากได้จินตหรามาเล่น ก็เอาเลยทีเดียวปุ๊บ (หัวเราะ) เดี๋ยวไม่ได้ทำเรื่องหน้าก็โอเคแล้ว แค่นี้ก็โอเคแล้ว
พี่มีโปรเจคต์ต่อไปหรือยัง ว่าอยากทำอะไรต่อ
- ยังไม่มีเลยครับ มีน้อง ๆ หลายคนถามว่า หนังต่อไปอยากทำหนังแนวไหน ถ้าถามตอนนี้รู้สึกว่าอยากทำหนังรัก เพราะว่าหลังจากดู "แฮร์รี่ พอตเตอร์" แล้วรู้สึกว่าเก่งมากเลย "ไมค์ นีเวลล์" ผมชอบมากเลยคือพี่ชอบแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่แล้ว แล้วภาคนี้มันเป็นรักวัยรุ่น แล้วไอ้ฉากรักวัยรุ่นทั้งหลาย มันเอาอยู่ มันขยี้ได้หมดน่ะ พอออกมาจากโรงหนังเลยรู้สึกว่าอยากทำหนังรักวัยรุ่น
แต่ส่วนใหญ่ของพี่ย้งเป็นหนังเด็ก
- คือพี่ไม่ได้เลือกว่าพี่จะทำหนังเด็กนะ แต่บังเอิญพอเวลาให้มานั่งไล่นึกว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร แล้วเรื่องอะไรที่เรารู้มันจริง ๆ มักจะเป็นเรื่องชีวิตที่เราผ่านมาแล้ว มันเลยมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัยเด็ก มันไม่เชิงเป็นเรื่องตัวเองว่ะ บางอย่างบางคนมาเล่าให้เราฟัง จำมาบ้าง บางเรื่องเพื่อนเราเจอ เราเห็นมากะตา บางเรื่องเราเจอเองบ้าง คือไม่มีเรื่องไหนที่มันเป็นพี่ล้วน ๆ น่ะ มันจะผสมโน่นนี่กันมา พอมาถึงวันนี้ วันที่เราอายุขนาดนี้ แล้วเรายังจำเรื่องราวเหล่านั้นในวัยเด็ก พี่เชื่อว่ามันคงต้องมีอะไร น่าจะเอามาเล่าให้คนอื่นฟังได้
แล้วคิดว่าจะกลับมาทำหนังด้วยกัน 6 คนอีกไหม
- ทำงานร่วมกันใช่ไหม ตอนนี้พี่ยังไม่แน่ใจนะ แต่เราไม่ได้ปิดกั้นตัวเองนะ ถึงขนาดว่าเราจะไม่กลับมาทำงานเป็นผู้กำกับร่วมกันอีกแล้ว เคยคุยกันเล่น ๆ เหมือนกัน ตอนนั้น "เพื่อนสนิท" กำลังฉาย ว่าถ้าเกิดทำหนังแล้วมันเจ๊งกันทุกเรื่อง (หัวเราะ) เราคงต้องกลับมารวมตัวกันแล้วล่ะ (หัวเราะ) คือพี่ไม่รู้อนาคตน่ะ แต่พี่ไม่ปิดกั้นตัวเอง มันจะมีหนังบางประเภทที่เรายังสามารถกลับมาทำด้วยกันได้ เคยคุยกันเล่น ๆ แล้วหนังแบบไหนวะที่เราจะกลับมาทำด้วยกันได้ มีคนหนึ่งบอกว่า Love Actually แล้วเราทั้ง 6 คนบอกว่า เออ เราทำ Love Actually ได้ ถ้าให้เราไปทำหนังผีด้วยกันเละแน่นอน มันจะมีแค่นิดเดียวที่เราทำด้วยกันได้ "แฟนฉัน" มันเป็นความบังเอิญที่เรามันทำร่วมกันแล้วมันได้ลงตัว คือพวกพี่ไม่สามารถทำหนังทุกรูปแบบด้วยกันได้
ภาพของหนังพี่เน้นภาพสวยมาก
- จริง ๆ พี่ก็ว่าภาพมันสวยจริง ๆ นะ ต้องขอบคุณพี่หญิง พี่หญิงเป็นตากล้อง "ชัตเตอร์" ถ่ายหนังสั้นให้พี่ด้วย ตอน "แฟนฉัน" พี่ดูกล้องฮะ แต่เรื่องนี้กำกับอย่างเดียว เพราะว่าแค่กำกับแล้วอยู่กับไอ้ลิงพวกนี้พี่ก็ (หัวเราะ) ไปไหนไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นตากล้องด้วย พี่ตายแน่นอน แล้วพี่หญิงนี่สนิทกันตั้งแต่ตอนทำฟีโนฯ แล้วพี่หญิงก็ใจดี พี่ถ่ายหนังสั้นพี่เค้าก็ไปช่วยพี่ฟรี ๆ ทั้งที่ค่าตัวเค้าคิวหนึ่งมหาศาล พอเราทำหนังเรื่องแรก เราคิดในใจว่าคนที่เคยช่วยเหลือเรา เราก็อยากให้เค้ามาถ่ายหนังให้เรา แล้วที่สำคัญเค้าเป็นตากล้องที่พี่ซิงค์ไง คืออย่างพี่บอกพี่หญิงผมอยากได้เบิร์น ๆ น่ะ แต่ละคนมันจะเบิร์นไม่เท่ากัน บางคนเบิร์นขาว บางคนมันเทา ๆ อยู่ แต่เวลาพี่บอกพี่หญิงว่าอยากได้เบิร์น ๆ เค้าถ่ายออกมามันเท่ากันไง มันเป็นเรื่องของรสนิยมกับความซิงค์แล้วหน่ะ ไม่ใช่เรื่องของความดีไม่ดี คือไอ้คนนี้มันใช่ ก็บอกพี่หญิงถ้าผมไอ้ทำหนังอีกก็เอาพี่อีกนะ
พูดถึงพี่ฮาร์ท
- พี่ฮาร์ทนี่เป็นดาราคนสุดท้ายที่เราแคสติ้งได้เลยนะ คือคาแร็คเตอร์ในหนังมันมีอยู่ไม่เยอะไงงฮะ แต่เป็นตัวละครที่มีบทบาทกับเรื่องเยอะมาก มีอิทธิพลกับหนังเยอะมาก พี่เลยคิดว่าพอคาแร็คเตอร์มันโผล่มาในหนังไม่เยอะ มันเลยต้องเป็นคนที่คนดูคุ้นเคย ไม่น่าจะเป็นดาราใหม่ไปเลย ควรเป็นดาราที่คนคุ้นเคยประมาณหนึ่ง แต่พี่ไม่อยากได้ดาราเก่า ๆ ไม่อยากได้ดาราที่เล่นหนังบ่อย ๆ เพราะมันอาจจะช้ำ แล้วคนดูไม่เชื่อ คือเรื่องมากไง อยากได้คนคุ้นด้วยแต่ไม่อยากได้หน้าช้ำอีก ที่คนดูเห็นบ่อย ๆ แต่ไม่ใช่ดารา ก็หาหลาย ๆ คน พอได้พี่ฮาร์ทมาแคส พี่ฮาร์ทก็ดูเป็นธรรมชาติ เออ พี่ฮาร์ทดูเป็นพ่อได้ คือเค้าเป็นพ่อในชีวิตจริงอยู่แล้วด้วย แล้วพอมาแสดงพี่เค้าดูเป็นธรรมชาติ เลยรู้สึกว่าพี่ฮาร์ทน่าจะเหมาะกับบทนี้
พี่ฮาร์ทต้องปรับคาแร็คเตอร์หรือเปล่า
- คือหนังเรื่องนี้ถ้าพี่ได้ตัวละครมาแล้ว พี่จะไม่เอาบทคาแร็คเตอร์ในบทเป็นหลัก สมมุติถ้าพี่ชอบตัวละครตัวนี้ พี่คิดว่าเค้าเป็นตัวละครตัวนี้ได้ พี่จะปรับบทไปหาเค้า คือบทในหนังตอนแรกบทพ่อ พี่มองพี่หนุ่ย อำพลไว้ ซึ่งมันละแบบกับพี่ฮาร์ทเลย แต่ว่าถ้าเป็นพี่หนุ่ยปุ๊บ จะมีพ่ออีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องราวหนังแบบนี้แหละ แต่พอพี่ฮาร์ทเป็นพ่อ ซึ่งเป็นเรื่องราวเดียวกัน พี่ฮาร์ทเล่นได้ เราพร้อมที่จะปรับตามตัวแสดง แต่ไม่ได้แปลว่าใครจะมาเล่นเป็นบทพ่อก็ได้นะ พี่ไม่สามารถปรับไปหาทุกคาแร็คเตอร์ ไม่ใช่เลย

ตอนนี้หนังอยู่ขั้นตอนไหน
- ยังโพสต์ฮะ อยู่ในช่วงตัดต่อช่วงสุดท้าย วางไว้ว่า เดือนมกราทำซีจี สกอร์ ทำเสียง มีพี่เป๊กโก้ คนทำโฆษณาเป็นคนตัดให้ พี่ก็เข้าไปดูเรื่อย ๆ
ดูโปรแกรมฉาย "เด็กหอ" แล้วหนังช่วงนั้นเป็นยังไง
- ดูแล้วฮะ น่ากลัวฮะ (หัวเราะ) คือช่วงนั้นหนังที่น่ากลัวไม่ใช่หนังต่างชาติ แต่มันเป็นหนังไทยทั้งนั้นเลย คือก่อนหน้าพี่ 1 อาทิตย์ เป็นหนังพี่ต้อม ยุทธเลิศ (กระสือวาเลนไทน์) แล้วมาอาทิตย์พี่เป็น "เด็กหอ" ซึ่งก็เจอ "ไทยถีบ" มั้งฮะ แล้วอาทิตย์ต่อมาก็เป็น Invisible Wave ต้อม 2 คนประกบหน้าหลัง
...แล้วอาทิตย์ต่อมาเป็น "โหน่งเท่ง นักเลงภูเขาทอง" อันนี้น่ากลัวมาก (หัวเราะ) เจอนักเลง แล้วอาทิตย์ต่อจากโหน่งเท่ง ไม่มีใครวางหนังไทยครับ เพราะกลัวโหน่ง เท่ง แล้ว 2 อาทิตย์ต่อจากโหน่งเท่ง เป็น "หมากเตะ" แล้ว "หนูหิ่น" เยอะมากน่ะ หนึ่งเพราะมันเป็นปิดเทอม เป็นช่วงเทศกาล มันเป็นช่วงอากาศดี แล้วหลังจากนั้นมันจะเป็นบอลโลกด้วย คือมันไม่มีใครออกไปดูหนังแน่นอน แล้วก่อนบอลโลกมันเป็นหนังซัมเมอร์ของฮอลลีวู้ด จะไม่มีหนังไทยไปชนหนังซัมเมอร์ฮอลีวูดแน่นอน (พี่ย้งคะ ไม่อยากบอกพี่เลยว่า มี "แอนิเมชั่นช้างน้อย" เรื่องนั้นจ่อหลังพี่ติด ๆ อยู่อีกเรื่องด้วยค่ะ - obelisk)
Season Change (เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย-หนังพี่ต้น) ได้ดูแล้วหรือยัง
- อันนี้ยังถ่ายไม่เสร็จ ยังเหลือ 2-3 ซีน แต่พี่ดูบางส่วนฟุตเตจ โห ภาพสวยมาก นักแสดงคาแร็คเตอร์แบบใช่ทุกคน ไม่รู้นะพี่ว่ามันจะดังกว่า "เพื่อนสนิท" มันเป็นความรู้สึกแรก หลังจากได้ดูแล้ว และหลังจากดู "เพื่อนสนิท" แล้ว มันเป็นหนังรักเหมือนกัน หนังรักเด็กมัธยมปลาย เรียนดนตรี มีเด็กเล่นไวโอลิน แล้วมันดูเท่ สวย นางเอกมี 2 คน เป็นรักสามเส้าเหมือน "เพื่อนสนิท" แต่ว่านางเอกคนหนึ่งน่ารักมาก อันนี้มันป็นเรื่องรสนิยมฮะ ต้องไปดูว่าคนไหน (หัวเราะ)
...โปรดได้ติดตามหนังรักเรื่องต่อไปของพี่ย้ง แต่ก่อนหน้านั้นไปสัมผัสอารมณ์หวาดผวากับ "เด็กหอ" ก่อนนะคะ...นะคะ จะได้รู้กันไปว่า 6 หนุ่มแฟนหนูนั้น แต่ละคนใช้ความเป็นตัวเองในการทำหนังอย่างไร
...แต่ในฐานะคนดูหนังสี่ไม่ คือ ไม่ผี ไม่ผวา ไม่หลอน ไม่อาวววววว...ชักอยากมองข้ามช็อตเป็นหนัง "รักนะ...เด็กหอ" เร็ว ๆ จัง
...แต่จบแบบหักอกคนสัมภาษณ์แฮะ...ว้า แย่จัง จบแบบช้ำ ๆ ฮึ ฮือ...กลับไปหา พี่เก้ง ก็ได้ฟะ (อิอิ)

------------------------------------------
From deknang.com